เมื่อไม่นานมานี้ รองอธิการบดีวิทยาเขตมุกดาหาร ผศ.ดร. มนูญ ศรีวิรัตน์ ได้มีนโยบายให้อาจารย์วิทยาเขตมุกดาหารจัดทำ blog ของตัวเองและเขียนเรื่องราวต่างๆ ที่มีประโยชน์ต่อผู้อ่าน แต่สำหรับฉันแล้วรู้สึกคิดหนักเหมือนกันเพราะไม่รู้จะเขียนอะไรดี เพราะรู้ตัวดีว่าตัวเองไม่ใช่นักเขียนที่ดีและก็ไม่คุ้นเคยกับการเขียนเลย แต่ไหนๆก็ไหนๆแล้ว ก็คงต้องลองดูซักตั้งหนึ่ง................... ว่าแล้วฉันก็ทำ blog ตามขั้นตอนที่ อ.พิศาลได้ส่งมาให้ แต่ก็ต้องมาชะงักว่า ตัวเองจะเขียนอะไรดีล่ะที่มันจะเป็นประโยชน์ต่อนักศึกษาและผู้อ่านคนอื่นๆ.......................จะเขียนปรัชญา ก็มีอาจารย์หลายท่านทำแล้ว เอาไงดีล่ะคราวนี้ ......และแล้วก็มีพราย (อาจารย์มนัสดา)มากระซิบ ข้างๆ ว่า.........................”ทำไมไม่เขียนเรื่องชีวิตพี่ตอนเรียนอยู่ต่างประเทศล่ะ เผื่อจะเป็นแรงบันดาลใจให้นักศึกษาเรา “ ฉันก็ไม่แน่ใจเท่าไหร่หรอกว่าเรื่องของข้าเจ้าจะเป็นแรงบันดาลใจให้นักศึกษาเรามากน้อยแค่ไหน แต่เคยเล่าเรื่องของข้าเจ้าให้อาจารย์มนัสดาฟัง ดูๆเธอก็ค่อนข้างทึ่งเรื่องของข้าเจ้าอยู่ไม่ใช่น้อย แต่อย่างไรก็แล้วแต่ที่แน่ๆนั้นเรื่องของข้าเจ้า ได้สร้างแรงบันดาลในให้กับคนอย่างน้อยๆ 3 คน (ขอเอ่ยชื่อ เพื่อเป็น reference นะเจ้าคะ) น้องอุ๋ม น้องคนนี้เป็นเพื่อนรุ่นน้องของข้าเจ้า เรียนปริญญาโทสาขาเดียวกันที่ Macquarie University ตอนนี้ทำงานที่อยู่ที่ IBM ที่ Sydney, Australia, น้องอลิสา ทำงานอยู่บริษัทบัญชีชั้นนำใน USA (คนนี้รู้จักกันตอนข้าเจ้าอยู่ที่อเมริกา), น้องบุ๊คกิ้ง เป็นเด็กข้างบ้างแม่ของข้าพเจ้า ซึ่งตอนนี้เรียน English program อยู่ที่โรงเรียนขอนแก่นวิทยายน เธอเรียนโปรแกรมนี้ เพราะเธอบอกแม่ว่าอยากไปเรียนเมืองนอกเหมือนพี่กิ๊ก และเมื่อตอนปีใหม่ที่ผ่านมาข้าเจ้าได้ยินมาว่าปีหน้าเธอกำลังจะเดินทางไปอเมริกา เพื่อดูที่เรียนต่อ ฉันก็ขออนุโมทนาด้วยนะเจ้าคะ ที่เรื่องของฉันได้ทำให้เส้นทางของน้องๆ สดใส และฉันก็หวังว่าเรื่องของข้าเจ้าจะเป็นแรงบันดาลใจให้นักศึกษาวิทยาเขตมุกดาหารไม่มากก็น้อยนะคะ แต่ที่แน่ๆ เรื่องราวต่อไปนี้ฉันจะต้องถ่ายทอดให้ลูกของฉันรับรู้แน่ๆ
ฉันเชื่อว่าท่านผู้อ่านคงจะรู้อยู่ว่าการเรียนอยู่ที่ต่างประเทศนั้น นักศึกษาต่างชาติส่วนใหญ่จะต้องทำงานไปด้วยเรียนไปด้วย แต่เรื่องราวของฉันนั้นมันมีมากกว่านั้นเพราะชีวิตของฉันตอนอยู่ที่ออสเตรเลียนั้นมีครบทุกรสชาตินั้นคือ เปรี้ยว หวาน เผ็ด ขม แต่รสชาติส่วนใหญ่จะเป็นขมมากกว่า แล้วถ้าเปรียบเทียบความหวานเป็นความสุข ความขมกับเป็นความทุกข์แล้ว รู้สึกว่าชีวิตของฉันที่อยู่ที่นั้นจะมีแต่รสชาดขมมากกว่ารสชาดอื่นๆ ซึ่งขมมากแค่ไหนไม่รู้ รู้แต่ว่าวันที่เดินทางออกจากออสเตรเลียเพื่อกลับประเทศไทยอย่างถาวรนั้น เมื่อเครื่องบินได้บินทะยานออกจาก Kingsford Smith Airport, Sydney ขึ้นไปบนท้องฟ้า ฉันได้มองลงไปยังนครซิดนีย์ แล้วบอกตัวเองว่า “ไม่มีทางที่ฉันจะคิดถึงแก Sydney…..พอกันที ลาก่อน” ทำไมฉันถึงคิดเช่นนั้นนะหรือ.............. ท่านก็ต้องติดตามอ่านเรื่องราวของฉันดูะ จะมีกี่ตอนจบนั้นฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่เอาเป็นว่าจบตอนไหนก็ตอนนั้นแหละคะ
ตอนที่ 1 จากเด็กนอกเมืองกำลังจะไปเป็นเด็กเมืองนอก (ทุกข์ลาภ)
ขอย้อนกลับไปเมื่อปี พ.ศ. 2540 ในขณะนั้นประเทศไทยได้เจอวิกฤตต้มยำกุ้ง สถาบันการเงินของประเทศไทยล้มไม่เป็นท่า คนตกงานมีเป็นเรือนหมื่นเรือนแสน เจ้าของธุรกิจพากันเจ็งระเนระนาด และในขณะเดียวกันก็เป็นปีที่ข้าเจ้าพึ่งจบการศึกษาปริญญาตรี และพึ่งรับปริญญาไป ความรู้สึกในขณะนั้นเคว้งคว้างและก็กดดันมาก เพราะรู้ดีว่าฉันต้องเป็นคนหนึ่งที่ต้องตกงานแน่ๆ แต่แล้ววันหนึ่งก็เหมือนฟ้ามาโปรด เมื่อฉันได้รับจดหมายจากอากู๋ (น้องชายของแม่ที่อาศัยอยู่ที่ประเทศออสเตรเลีย) อากู๋ได้เขียนจดหมายมาบอกว่าจะให้รางวัลตั๋วเครื่องบินไปเที่ยวที่ออสเตรเลีย ในฐานะที่ฉันสามารถจบสองมหาวิทยาลัยได้พร้อมๆกัน แต่ด้วยความโลภมาก ฉันก็เลยต่อรองอากู๋ไปว่า ไหนๆก็ไปเมืองนอกเมืองนาแล้ว อยากไปเรียนภาษาอังกฤษด้วยเพราะว่าถ้าได้ภาษา เงินเดือนก็จะสูงยิ่งไปอีก อากู๋ของฉันก็คงอยากให้หลานได้เงินเดือนสูงๆ ก็เลยบอกตกลงเลยทันทีโดยเป็นคนออกค่าเรียนให้ และอาอี๋(พี่สาวแม่ที่อยู่ออสเตรเลียเช่นกันเป็นคนออกค่าตั๋วเครื่องบินให้) พร้อมให้ไปติดต่อกับคุณนฤมลซึ่งเป็น agent ในการส่งนักเรียนไปเรียนต่อต่างประเทศ ตอนนั้นสำนักงานของเธออยู่แถวๆ ถนน ราชดำเนิน ฉันเดินทางไปติดต่อหาเธออยู่หลายครั้งเหมือนกัน จนเอกสารสมบูรณ์แล้วเธอก็บอกให้ฉันกลับไปรอวีซ่านักเรียนที่บ้านธาตุพนมได้เลย..........ได้ชัวร์ เธอว่างั้น................... ในขณะที่ฉันรอผลวีซ่าอย่างใจจดใจจ่ออยู่นั้น วันหนึ่งคุณนฤมลก็ได้โทรศัพท์มาบอกฉันว่า เจ้าหน้าที่สถานทูตต้องการสัมภาษณ์ฉัน (ปกติแล้ว ณ เวลานั้น การขอวีซ่าไปออสเตรเลียค่อนข้างง่ายยิ่งมี agent ทำให้แล้วยิ่งง่าย เราไม่จำเป็นต้องเดินทางไปเอง..................แต่อย่างว่าชีวิตของฉัน ณ ตอนนั้นไม่ได้อะไรมาง่ายๆ เลย) คุณนฤมลบอกว่าเจ้าหน้าที่ต้องการสัมภาษณ์ฉันพรุ่งนี้ วีซ่ามีปัญหา เค้าต้องการดูหลักฐานอื่นๆ ที่จะใช้สามารถยืนยันว่า ฉันจะไปเรียนจริงๆ และจะไม่ไปอยู่ประเทศออสเตรเลียอย่างถาวร..................และด้วยความคิดซื่อๆ และบ้านๆ ของฉันและพ่อของฉัน พ่อก็เลยให้ฉันนำโฉนดที่ดินที่เป็นสมบัติอันเดียว ให้เอาไปให้สถานทูตดู ประมาณว่าเป็นหลักประกันงั้นเถอะ................ก่อนให้ไปพ่อบอกว่าดูแลดีๆ นะ เพราะมันเป็นโฉนดอันเดียวที่พ่อมี...........................ฉันก็รับคำพ่อว่าจะดูแลอย่างดีที่สุด
หลังจากวางโทรศัพท์แล้วฉันก็รีบไปจองตั๋วรถ บขส 999 ทันที แต่ปรากฏว่าที่นั่งของรถ 999 เต็ม ฉันก็เลยต้องไปจองอีกเจ้าหนึ่งคือของบริษัทแสงประทีบ (สมัยนั้นมีแค่รถของสองบริษัทนี้ที่เดินทางไปกรุงเทพ) แล้วบังเอิญหรือโชคชะตากลั่นแกล้งก็ไม่ทราบได้ ยังมีที่นั่งเหลืออยู่อีกที่เดียว เป็นแถวที่ 3 ด้านซ้ายมือเป็นที่นั่งที่ติดกับทางเดิน............คืนนั้นก่อนวันเดินทางหนึ่งคืน ฉันไม่ค่อยหลับเลย ไม่รู้ว่าตื่นเต้น กังวลเรื่องวีซ่า หรือมีลางสังหรณ์อะไรบางอย่าง................และแล้วเวลาขึ้นรถก็มาถึง คือเวลา 18:00 น. ผู้โดยสารขึ้นรถกันเกือบหมดแล้ว พอฉันมาถึงที่ที่จองไว้ ก็พบว่าที่นั่งแถวที่ 3 ตรงหน้าต่างยังว่างอยู่ ฉันก็เลยถามพนักงานต้อนรับว่าไม่มีคนนั่งใช่ไหมตรงนี้ พนักงานคนนั้นก็เลยบอกว่ามีคนจองแล้ว และเค้าจะขึ้นรถที่สกลนคร ด้วยความที่ฉันชอบนั่งริมหน้าต่างอยู่แล้ว ก็เลยได้ที ซิวที่นั่งนั้นซะเลย.................และพอรถไปถึงสกลนคร คนที่จองที่ริมหน้าต่างซึ่งเป็นผู้ชายก็ขึ้นมา แต่เค้าก็ไม่พูดว่าอะไร ฉันก็เลยนั่งริมหน้าต่างต่อไป ระหว่างทางนั้นฉันก็หลับๆ ตื่นๆ...............แต่แล้วก็มารู้สึกตัวอีกครั้ง เมื่อได้ยินเสียงคนกรี๊ด ร้อง และพยายามวิ่งออกจากรถ..............ฉันตกใจตื่น พร้อมกับกอดกระเป๋าที่ใส่โฉนดที่ดินไว้แน่น แล้วก็มองหาร้องเท้าตัวเองแต่หาไม่เจอ..................ตอนนั้นยังไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่พอมองออกไปข้างนอกก็พบว่ารถลงไปที่ข้างทาง ตกลงไปที่นาของชาวบ้าน และรู้สึกว่ารถตะแคงไปข้างหนึ่งเกือบจะคว่ำ และรู้สึกว่ามีอะไรเหลวๆ เหนียวๆ ไหลลงมาที่หน้า แต่ฉันยังไม่ได้สนใจมากนัก เพราะต้องรีบเอาตัวมาจากรถให้ได้..............มีผู้ชายคนหนึ่งตัวติดอยู่ระหว่างล้อ เรียกให้คนช่วย แต่ไม่มีใครช่วย เพราะทุกคนต่างก็เอาตัวรอด..................ฉันและผู้โดยสารคนอื่นเมื่อออกมาจากรถได้แล้ว ก็ยืนรอคนมาช่วยด้วยใจจดใจจ่อ...................ตอนนั้นเลือดออกจากหัวฉันมากแล้ว จนเอามือปิดไว้ไม่อยู่ แล้วก็มีผู้ชายคนยื่นผ้าเช็ดหน้าให้ฉัน ไว้ปิดแผล.............พอปิดแผลไปซักพักปรากฏว่าผ้าเช็ดหน้าเปียก ราวกับเอามันไปชุบเลือด เพราะสามารถบีบออกเป็นเลือดมาได้เลย.............ตอนนี้เลือดเริ่มอาบตัวฉันแล้ว เพราะผ้าเช็ดหน้าเล็กเกินไปที่จะซับเลือดที่ซึมและไหลไม่หยุดของฉัน..............ฉันและคนโดยสารอื่นๆ รอคนมาช่วยเกือบหนึ่งชั่วโมง(สมัยนั้นโทรศัพท์มือถือยังไม่แพร่หลายมากนัก).................ในที่สุดรถปอเต็กตึ่งก็มาถึง......................ไม่นึกไม่ฝันเลยว่าชีวิตนี้จะได้มีโอกาศได้นั่งรถปอเต็กตึ่งกับเค้าด้วย เอ้าถือว่าเป็นประสบการณ์ครั้งหนึ่งในชีวิต................ฉันได้ถูกเลือกให้ขึ้นรถปอเต็กตึ่งรอบแรกกับบรรดาผู้โดยสารที่มีอาการบาดเจ็บสาหัสก่อน............รถปอเต็กตึ่งวิ่งด้วยความเร็วสูงมาก จนฉันคิดว่าถ้าเกิดอะไรขึ้นอีก ฉันก็เตรียมตัวไปเกิดใหม่ได้เลย............แล้วพวกเราก็มาถึงโรงพยาบาลเล็กๆ ของอำเภอ แห่งหนึ่งในจังหวัดนครราชสีมา ฉันถูกนำตัวเข้าห้องฉุกเฉินทันที..............ตอนนั้นไม่เห็นหมอ เห็นแต่พยาบาล พยาบาลเมื่อเห็นฉันก็ไม่ว่าอะไร...............บอกแต่ว่าหัวแตก และแผลก็ลึกมาก.............แล้วเธอก็กล้อนผมฉันด้านหน้า เพื่อทำการเย็บแผลไปประมาณสิบกว่าเข็ม (จริงๆ ต้องเย็บมากว่านั้นและถี่กว่านั้น ซึ่งต่อมามันก็กลายเป็นปัญหาตอนที่ฉันได้ไปอยู่ที่ออสเตรเลียแล้ว)................แผลถูกเย็บอย่างรวดเร็ว เพราะมีผู้บาดเจ็บอีกหลายคนรออยู่............ตอนนี้ฉันไม่รู้จะทำอย่างไรต่อไป รู้แต่ว่าต้องเดินทางต่อไปกรุงเทพให้ได้ เพราะมีนัดสัมภาษณ์กับเจ้าหน้าที่กงสุลที่สถานทูตออสเตรเลียพรุ่งนี้............... แล้วฉันก็มาเจอพ่อกับลูกที่มากับรถบัสคันเดียวกับฉัน ทั้งคู่เจ็บไม่มากเท่าไหร่ และ ทั้งคู่นั้นมีความจำเป็นต้องเดินทางไปกรุงเทพต่อเช่นเดียวกัน เราคุยกันว่าเราจะต้องไปขึ้นรถที่สถานีขนส่งที่โคราช เพราะจะสะดวกในการหารถไปกรุงเทพมากกว่า แล้วเราก็ได้ไปบอกตำรวจที่เดินทางมาดูผู้บาดเจ็บที่โรงพยาบาล ว่าเราต้องการเดินทางต่อไปยังสถานีขนส่งผู้โดยสารที่โคราช ขอให้ช่วยหน่อย.........ฮึ ฮึ ฮึ เจ้าหน้าที่ตำรวจก็แสนดีอุตสาห่โบกรถขนกระหล่ำปลีที่กำลังจะเดินทางไปโคราชให้เราสามคนนั่ง................เราสามคนก็เลยต้องนั่งท้ายกระบะขนส่งกระหล่ำปลีจนไปถึงสถานีขนส่ง (ไม่คิดเลยชีวิตฉันจะเป็นเยี่ยงนี้)...............เราทั้งสามคนนั่งอยู่ท้ายกระบะ หนาวก็หนาว รถขับมาประมาณ 45 นาที ก็มาถึงสถานีขนส่งโคราช สภาพฉันตอนที่ไปถึงสถานีขนส่งที่โคราชนั้นเหรอ ไม่มีร้องเท้าใส่ เสื้อผ้าเปื้อนเลือด ผมถูกกร้อน และหัวถูกโพกด้วยผ้าพันแผล กอดกระเป๋าโฉนดไว้แน่นเลย............เมื่อฉันเดินทางไปถึงสถานีขนส่งที่โคราช คนก็มองกันใหญ่ และก็คิดไปต่างๆนานา............ท่านผู้อ่านคงจะถามว่าเกิดอะไรขึ้นกับฉันใช่ไหมคะ..............สาเหตุก็คือ คนขับหลับในแล้วไปชนท้ายสิบล้อแล้วรถตกข้างทาง.............ส่วนที่ฉันหัวแตกนั้น เพราะหัวไปชนขอบหน้าต่างอย่างแรง ตอนที่รถเบรก.................อุบัติเหตุครั้งนี้มีคนเสียชีวิต 3 คน หนึ่งในสามคนนั้นตายเพราะกระจกด้านหน้าแตก แล้วตัวกระเด็นออกนอกรถ แล้วถูกรถทับ.............อุบัติเหตุครั้งนี้แหละที่ทำให้ฉันขวัญผวาทุกครั้งที่ต้องเดินทางไปกับรถบัสตอนกลางคืน ซึ่งปัจจุบันนี้ฉันก็ยังมีอาการนี้อยู่.............เมื่อฉันเดินทางมาถึงหอพักที่กรุงเทพ คนที่อยู่ในหอพักพากันตกใจเมื่อเห็นสภาพของฉัน โดยเฉพาะเพื่อนสนิทและน้องสาวของฉันเอง........ส่วนเจ้าของหอพักนั้นยิ่งคิดไปกันใหญ่ นึกว่าฉันถูกรุมสกรัม.............เมื่อไปถึงห้องก็รีบอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า และโบกเท็กซี่ไปสถานทูตออสเตเลียทันที..............ฉันนั่งรอเรียกซักพักหนึ่งก็ถูกเรียกเข้าไปในห้องสัมภาษณ์ คนที่สัมภาษณ์เป็นผู้หญิงไทยวัยกลางคน ใส่แว่นตา ท่าทางค่อนข้างดุ แต่เมื่อเธอเห็นสภาพฉันแล้ว เธอก็ตกใจ แล้วถามว่าไปโดนอะไรมาก....ฉันได้ที ก็เลยตอบว่า เกิดอุบัติเหตุรถชน จากการที่นั่งรถจากธาตุพนมมาที่กรุงเทพเพื่อมาสัมภาษณ์วีซ่านี้แหละคะ ฉันจำได้ดีว่า เธออึ้ง ไปพักหนึ่ง แล้วก็ถามฉันสองสามคำก่อนที่จะถามว่า ฉันมีอะไรจะยืนยันให้ทางสถานทูตดูได้ว่า ไปเรียนจริงๆ แล้วจะไม่ไปเป็นโรบินอู๊ด ฉันก็เลยบอกว่าพ่อฉันมีที่ดินอยู่ผืนหนึ่ง ฉันคงไม่ทิ้งมันไปหรอก ว่าแล้วฉันก็เลยเอาโฉนดออกมาให้เธอดู เมื่อเราทั้งสองเห็นโฉนดต่างก็ตกใจ เพราะมันเปรอะเปื้อนไปด้วยเลือดของข้าเจ้า หลักจากนั้นเธอก็นิ่ง แล้วเดินออกไป พร้อมกับบอกให้ข้าเจ้ารอซักครู่...........ซักพักเธอกลับมาพร้อมกับยื่น passport พร้อมกับวีซ่าเป็นเวลา 6 เดือนตามระยะเวลาคอร์สเรียนภาษา พร้อมกับอธิบายว่า ทางรัฐบาลออสเตรเลียอนุญาตให้นักศึกษาต่างชาติทำงานได้แต่ต้องไม่เกิน 20 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ พร้อมกับทิ้งทวนว่า ไปแล้วต้องกลับมาเมืองไทยนะ..............เมื่อข้าเจ้าได้วีซ่าแล้วข้าเจ้าดีใจ มากถึงมากที่สุด ในที่สุดความฝันที่จะได้นั่งเครื่องบิน ความฝันที่จะได้เห็นจิงโจ้ และหมีโคอาล่าก็เป็นจริงแล้ว......ยิปปี้! (ณ ปัจจุบันนี้ฉันก็ยังมีคำถามในใจอยู่ว่า ถ้าไม่มีอุบัติเหตุนี้ ฉันจะได้มีโอกาศไปออสเตรเลียไหม เพราะจริงๆ แล้วฉันไม่มีหลักฐานทีสนับสนุนการกลับมาของฉันเลย หรือการไปเรียนอย่างเดียวจริงๆ ไม่ไปทำงาน.......พ่อกับแม่ไม่ใช่ผู้ support ฉันเพราะฐานะบ้านเราแค่พอมีพอกิน ไม่มีเงินแสนเงินล้านมาสนับสนุนว่า ฉันจะเรียนอย่างเดียว จะไม่ไปทำงาน........ฉันก็เลยเรียกการได้ไปเมืองนอกของฉันนี้ว่าทุกขลาภไงล่ะคะ)